Work Life Balance VS Work Life Integration

July 20, 2023

โดย ปิยะพร ขุนทองเอก, Marketing Associate, Pragma and Will Group Co., Ltd.

แชร์บทความนี้

Facebook
Twitter
LinkedIn

Work Life Balance ยังเป็นสิ่งที่ Gen Z มองหาอยู่หรือไม่ ?

 

Gen Z หรือกลุ่มคนที่จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการทำงานในอนาคต ซึ่งจะเป็นแรงงานในสัดส่วนกว่า 27% ในปี 2025 พวกเขายังต้องการ Work Life Balance เหมือน Generation อื่น ๆ หรือพวกเขาวาดภาพรูปแบบการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างไร…

 

วันนี้เราอยากให้ทำความรู้จักกับ Work Life Integration หากอธิบายสั้น ๆ จะหมายถึง การผสมผสานชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัวแบบไร้รอยต่อ ซึ่งจะมีความยืดหยุ่นตาม Lifestyle ของแต่ละคน ซึ่งสไตล์การทำงานแบบนี้ เป็นรูปแบบที่ Gen Z หรือคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่กำลังมองหาอยู่

 

ซึ่ง Work Life Integration (รูปแบบที่ Gen Z หรือคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ต้องการ) และ Work Life Balance (รูปแบบที่ Generation อื่น ๆ ต้องการ) มีเป้าหมายเดียวกัน คือ มุ่งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัว ให้พนักงานมีความสุข และสามารถรับผิดชอบทั้ง 2 บทบาทได้อย่างดี

 

มาดูกันว่าแล้ว Work Life Balance และ Work Life Integration แตกต่างกันยังไง

work life balance

 

โดยสรุปคือ Work Life Balance จะเน้นที่การขีดกรอบเวลาชัดเจน ระหว่างเวลาทำงาน และเวลาใช้ชีวิตส่วนตัว โดยเมื่อถึงเวลาพัก จะแยกเรื่องงานออกไปอย่างสิ้นเชิง และมุ่งเน้นที่การพักผ่อน และสร้างความสมดุลชีวิต 

 

ส่วน Work Life Integration จะโฟกัสที่การสร้าง Harmony ระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว ซึ่งให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในการบริหารตารางชีวิต โดยให้งานที่รับผิดชอบเสร็จและได้มีเวลาหาความรู้เรื่องที่ตนเองสนใจ

 

พักผ่อน VS ได้ใช้ชีวิต

ผลลัพธ์ของฝั่ง Work Life Balance คือ ได้พักผ่อน ลดความเครียด ไม่เอาเรื่องงานมาปนกับชีวิต แต่ผลลัพธ์ของ Work Life Integration จะต่างกันออกไป คือ อาจไม่ได้ช่วยลดความเครียด แต่ช่วยให้มีอิสระในการจัดการชีวิต เมื่อทำงานของตนเสร็จ จะเอาเวลาไปเรียนคอร์สออนไลน์ ออกกำลังกาย ลองเริ่มสร้างธุรกิจส่วนตัว ฯลฯ ก็ตามแต่ความชอบของคนนั้น ๆ

 

ซึ่งตัวอย่างงานที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า มีความเป็น Work Life Integration สูง จะเป็นงานประเภท Freelance, Contract, มีธุรกิจส่วนตัว ฯลฯ ซึ่งอาจเป็นเรื่องยาก ถ้าพนักงานออฟฟิศทั่วไปที่ทำงานแบบ 9-to-5 (มีเวลาเข้า-ออกงานชัดเจน) จะมี Work Life Integration ได้เท่ากับประเภทงานที่กล่าวไปข้างต้น

 

ดังนั้น องค์กรต้องหมั่นตรวจสอบว่า รูปแบบการทำงานแบบใดที่ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงาน และสามารถดึงศักยภาพสูงสุดออกมาได้ โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องการดึงดูด คนรุ่นใหม่ เข้ามาเป็นพนักงานของตน

 

ไขคำตอบว่า ทำไม Gen Z ถึงต้องการ “Work Life Integration” มากกว่า Work Life Integration

  • เพราะ Gen Z ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในการทำงาน และใช้ชีวิตส่วนตัว อยากมีอิสระในการออกแบบตารางชีวิตของตนเอง โดยที่สามารถรับผิดชอบงานต่าง ๆ ได้จนเสร็จ และมีเวลาค้นคว้าเรื่องที่ตนเองสนใจ (Flexibility Seekers)
  • เพราะ Gen Z ให้ความสำคัญกับ Lifestyle การใช้ชีวิตของตนเอง การที่บังคับให้เข้าออกงานเป็นเวลา หรือมีการตอกบัตรเข้างานอย่างเข้มงวด อาจไม่ใช่สิ่งที่ Generation นี้ต้องการ
  • เพราะ Gen Z มีความเคยชินในการใช้ Technology มาช่วยในการทำงาน และคิดว่า Technology สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ และสร้างความ Seamless ได้ระหว่างทีม ไม่ว่าจะทำงานที่ออฟฟิศ หรือที่อื่น ๆ ก็ตาม (Digital Native)
  • เพราะ Gen Z จะถูกกระตุ้นด้วย Purpose และ Passion ในเรื่องที่ชอบ ไม่ได้ถูกกระตุ้นด้วยการมีเวลาเข้า-ออกงานที่ชัดเจน (Purpose-Driven)

 

ดังนั้น องค์กรต้องหาวิธีบริหารจุดสมดุล ระหว่างความต้องการขององค์กร และความต้องการของพนักงานแต่ละ Generation ให้ได้ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

#PWG #Pragmaandwillgroup #WorkLifeBalance #WorkLifeIntegration #GenZ

 

 

ติดตามบทความต่อไปที่เกี่ยวข้อง

  • สร้าง Employee Engagement ที่ดีในองค์กร Read More
  • Generation Gap หนึ่งในความท้าทายในที่ทำงาน Read More
  • ทำความรู้จักกับ Green HR Read More
หากมีข้อสงสัยเรื่อง People & Organization สามารถติดต่อ Pragma and Will Group ได้ผ่านช่องทางด้านล่างนี้

ติดตาม Pragma and Will Group ได้ที่